ขุนทอง เจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง

ร่ำลือกันมาตั้งแต่ต้นฝนเข้าพรรษา ว่าเจ้าขุนทองมันจะได้กลับมาบ้าน มาเป็นผู้คนพลเมืองอย่างถูกต้อง อย่างเพื่อนบ้านคนอื่นได้ก็เห็นจะคราวนี้แหละ ! ถึงแม้ผนจะยังไม่มาทุ่งนาจะยังแล้ง น้ำในหัวใจของแม่อันเคยเหือดแห้ง ก็กลับฉ่ำชุ่มขึ้นอย่างประหลาดล้นเหลือ…

แม่กระวีกระวาดตระเตรียมตัวไปรอรับการกลับมาของเจ้าขุนทอง…

เจ้า ขุนทอง มันสะพายย่อม ทิ้งเรือนหายลับไปนับแต่กลางฤดูฝนปีที่แล้ว โดยไม่ร่ำลาอาลัยและโดยไม่บอกให้ใครแม้แต่แม่รู้ ข่าวว่ามีคนเห็นมันกลั้นสะอื้นไปคนเดียวด้วยสองมือว่างเปล่า เข้าไปในป่าอันอ้างว้าง-มืดมน

“ดาบล่ะ ! เอ็งไม่เอาไปด้วยหรือ?”

คนสวนทางทักถาม

“ไม่ต้อง ข้าไปหาเอาข้างหน้าได้”

เจ้าขุนทองมันว่าอย่างนั้น ก่อนจะสะบัดหน้าแล้วเดินหายเข้าป่าไป!”

แม่ ลงเรือพาย ทวนกระแสน้ำในลำคลองที่ไหลระเรื่อย อ่อนรา ด้วยน้ำน้อย ฝนแล้งนั้นไปอย่างช้าๆเมื่อฟ้าสาง ตรงข้ามกับหัวใจที่ร้อนรนรีบเร่ง ล่วงไปแล้วข้างหน้า คือศาลากลางเมืองที่เขาจัดไว้ รอรับให้เจ้าขุนทองมันกลับมา…ใยจะไม่ดีใจ ใยไม่อยากเห็นหน้า ก็มันร่วมปีแล้วละนี่ ที่มันได้จากบ้านไป แม่วาดภาพลูกชายในห้วงคิดคำนึง พลางหันหน้าบอกบ่าวให้เร่งฝีพายมันเร็วขึ้น

“ถ้าขุนทองไม่กลับมาล่ะ แม่เฒ่า?” บ่าวฝีพายเอ่ยถาม

“กลับซี ! มันต้องกลับ…มันต้องคิดถึงแม่ ข้ารู้ใจ”

แม่ยืนยันถ้อยคำกับบ่าวในบ้านอย่างแข็งขัน แต่สีหน้าปีตีผันแปรเปลี่ยนเป็นสลดซีดลงอย่งสังเกตเห็นได้ชัด

“ถ้าขุนทองไม่กลับมา!”คำนี้สะดุดหัวใจนักแล้ว

ยิ่ง นึกถึงตอนที่ขุนทองมันร้องไห้ ในวันเกิดเหตุใหญ่ แล้วแม่ยิ่งใจหายนัก!” ยังจะได้ว่าก่อนมันจะหายหน้าไป มันนอนร้องไห้รำพันอยู่ในเรือนจนดึกดื่น

แม่รู้ว่า ขุนทองมันโกรธ มันน้อยใจ-แต่มันน้อยใจใคร โกรธใครจนป่านนี้ แม่ไม่รู้

อด นึกย้อน สะท้อนใจ สงสัยไปถึงความโกรธ ความน้อยใจของเจ้าขุนทองมันไม่ได้ว่า ทำไมหนอมันถึงได้มากมาย ถึงกับมันต้องตัดใจ ทิ้งถิ่นฐาน บ้านช่อง และทิ้งไม่ไปได้-ทิ้งความสุขใจชายคาบ้านไปเคว้งคว้างอยู่กลางป่า เป็นปฏิปักษ์ต่อบ้านเมืองให้กฎหมายลงทัณฑ์

และนี่ขุนทองมันจะแลกบ้านแลกแม่ เพียงเท่านั้นแหละหรือ…? ไม่น่าเป็นไปได้! แม่ร้องค้านอยู่ในใจ

แสง เรื่อราง สว่างสลัว พ้นขอบฟ้าเหนือเวิ้งคลอง เห็นรำไรข้างหน้า สุมทุมพุ่มไม้สองฟากฝั่งมองอับเฉามัวหม่นอยู่ในความวิเวกกระท่อมทับ โรจนา และเรือนไม้ที่เรือพายผ่านไป ซ่อนอยู่ในเงาไม้เป็นเงาตะคุ่ม แลทะมึนเปล่าเปลี่ยวและเหงาเหมือนกับเรือนร้าง ในฉับพลันช่วงนั้นและในเรือนหัวใจที่หวั่นไหวไม่เป็นส่ำ แม่แว่วเสียงขุนทองมันเจื้อยแจ้งขึ้นเหนือสุมทุมพุ่มไม้รายคลองอันวิเวกนั้น

“ฉันมั่นใจนะแม่ ว่าสองมือเปล่าๆนี้จะเอาชนะมันได้”

“มันน่ะใครล่ะ ?”

ขุน ทองไม่ตอบแม่ในตอนนั้น แต่ออกท่าทางเกรี้ยวกราดเหมือนโกรธแค้นใครมา เมื่อรำคาญนักแม่ก็ว่า “เอาเถอะ! อย่าฆ่าฟันกันก็แล้วกัน” ขุนทองมันได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ ประกายตาสดใสอยู่ด้วยร่องรอยของวัยเด็ก

แม่ ไม่เคยนึกสักนิด ว่าในกาลต่อมา มันจะไปถือดาบเที่ยวคลุกอยู่กับเลือดและความตายท่องอยู่ตามป่าเขาและดงดิบ กันดารไกล ทั้งที่ก็ไม่เคยเห็นมันจับดาบ นอกจากหนังสือหนังหาที่มันรักของมัน!

นกสองฝั่งคลองส่งเสียงเพรียก เหมือนเรียกภวังค์อันหวั่นไหวของแม่ให้กลับคืนมา ฟ้าสางอย่างเต็มที่ จนแลเห็นควันไฟลอยว่องอยู่เหนือ ณ แมกไม้ไกลลิบ-สีขาวมัว อ้อยอิ่งตัดกับแสงมลังเมลือง ณ ขอบฟ้าโพ้นไกล

“แกว่า ขุนทอง มันจะไม่กลับมางั้นรึ?” แม่หันถามบ่าวฝีพาย เมื่อเห็นมันนั่งใบ้จ้ำพายอยู่เหมือนหุ่น

“แล้วแม่เฒ่าว่าจะกลับมั้ยล่ะ ?” บ่าวฝีพายย้อนถาม

“ข้าว่ามันต้องกลับ ข้ามั่นใจ ! “

บ่าวฝีพายมันพยักหน้า แล้วจ้ำพายเร็วแรงขี้น…

ขุน ทองมันหายลับ เข้าป่าไปนับแต่ปลายพรรษาปีก่อนปล่อยความทุกข์เข้าครองเรือนครองหัวใจของแม่ มันมาแล้วก็นานนักหนา…ณ บัดนี้ ถึงอย่างไรแม่ก็ยังปลงใจเชื่อว่ามันจักต้องหวนกลับมาสู่ความสุขแห่งครอบครัว และความรักความอบอุ่นอันเป็นของมารดาที่เที่ยงแท้ แน่นอน

ความโกรธ แค้นนั้นแม้นมาก ก็จะต้องหายไปได้ด้วยกาลเวลาลบเลือน ความสุขแต่หนหลังจะเรียกหา ภยันตรายในป่าใหญ่จะผลักดันให้มันกลับ-เจ้าขุนทองจะต้องทิ้งดาบออกจากป่ามา บ้น และฟ้าสางวันนี้-มีหรือจะไม่มีมัน?

แม่เตรียมด้ายมาผูกมือรับขวัญและตรียมข้าวของเครื่องใช้มาให้ขุนทองแล้ววันนี้ !

บ่าว เหเรือเข้าท่า เมื่อตะวันสายพราวแสงเป็นตัวเต้นระริกจับผิวน้ำในลำคลอง แล้วสองคนกับบ่าว แม่ก็เร่งฝีเท้าออกเดินดุ่ม มุ่งมั่นไปยังศาลากลางเมือง

“เขาตายแล้วล่ะ ! เด็กหนุ่มคนหนึ่งบอกแม่

แม่ร้องไห้…..ขุนทองตายเสียแล้ว !

“เจ้าพบศพเขารึ?” แม่ถาม

“ไม่-ไม่ใช่ศพเขา พบตัวเขานั่นแหละ เขาให้บอกเม่ว่าเขาตายแล้ว” เด็กหนุ่มคนนั้นว่า

“เขาอยู่กับใคร?” แม่ถามอีก

“เขาอยุ่กับดาบนะซี! ดาบเปื้อนเลือด….รอยคราบของความชิงชัง!” เด็กหนุ่มตอบ

เรือ ของแม่ล่องตามน้ำกลับบ้านเมื่อตะวันตรงหัว พร้อมด้วยข้าวของเครื่องใช้กองเต็มลำเรือเหมือนเก่าเจ้าขุนทองมันโกรธใคร แรงแค้นมากมายถึงป่านนี้ ถึงสู้ตายไปจากแม่และเหย้าเรือนของตนโดยไม่กลับมาอีก และจนป่านนี้แม่ก็ไม่รู้ หาคำตอบไม่ได้

เสียงพายกระทบน้ำเป็นจังหวะ อยู่ในความเงียบ แม่เริ่มร้องไห้ออกมาอีก เมื่อนึกถึงความเงียบความว้าเหว่ภายในเรือนของแม่ที่ยืนรออยู่ข้างหน้า และนานนับขวบปีแล้วที่ขาดร่างขาดเงาของเจ้าขุนทองเหมือนก่อนเคย.

(ขุนทอง เจ้าจะกลับมาเมื่อฟ้าสาง : รวมเรื่องสั้นของอัศศิริ ธรรมโชติ. สำนักพิมพ์ พี.พี. ,พิมพ์ครั้งแรก มิถุนายน 2521.)

avatar

เกษตรกร

นักพรตขาว แห่งเทือกเขาอันไกลโพ้น

Leave a Reply