สองสาวเจนวาย ยึดอาชีพเกษตร “ทำสวนกล้วยไม้” สร้างรายได้กำไรงาม

ปัจจุบันงานทางการเกษตรกำลังเป็นอีกหนึ่งสายงานที่คนหนุ่มสาวในยุคนี้เลือกทำ เพราะนอกจากจะได้อยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวแล้ว ยังเป็นการสานต่ออาชีพดั้งเดิมที่ทำสืบต่อกันมา เพื่อให้กิจการงานเหล่านั้นคงอยู่ ซึ่งบางรายถึงกับเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเพื่อเล่าเรียนทางสายเกษตรโดยตรง เป็นการหาวิชาและนำความรู้ที่ได้มาต่อยอดให้กับธุรกิจของตนเอง เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและเพิ่มผลผลิตให้ได้มาตรฐานยิ่งขึ้น

คุณพรภินันท์ ดุสฎีกาญจน อยู่บ้านเลขที่ 77/7 หมู่ที่ 1 ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เป็นเกษตรกรสาวคลื่นลูกใหม่ไฟแรงที่ยึดอาชีพทางการเกษตรคือ ทำสวนกล้วยไม้ โดยรับช่วงต่อจากครอบครัว พร้อมทั้งศึกษาเทรนด์ทางการตลาดใหม่ๆ ด้วยการออกจำหน่ายผลผลิตของตามงานต่างๆ จึงทำให้เกิดความชำนาญและรู้ถึงความต้องการของตลาด และเกิดความชำนาญที่จะผลิตกล้วยไม้ออกมาแต่ละช่วงให้สอดคล้องกับความต้องการ

ครอบครัวทำสวนกล้วยไม้

มากว่า 40 ปี

คุณพรภินันท์ เล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่จำความได้เมื่อสมัยยังเด็กการปลูกกล้วยไม้ ถือเป็นอาชีพหลักของครอบครัวมาอย่างยาวนานตั้งแต่รุ่นคุณปู่คุณย่า เมื่อเจริญวัยก็เกิดความรู้สึกว่าอาชีพที่ทำกันมานี้ สามารถทำเงินได้ดีจนทำต่อกันมาจนถึงรุ่นคุณพ่อและเธอได้มีโอกาสช่วยงาน ก็รับรู้และเข้าใจงานต่างๆ จึงอยากจะเป็นอีกหนึ่งกำลังที่จะช่วยสานต่ออาชีพนี้ให้คงอยู่ต่อไป

“สมัยก่อนสวนของเราอยู่แถวสนามหลวง 2 ในนั้นพื้นที่เริ่มไม่สะดวก ในเมืองเกินไป ครอบครัวก็เลยย้ายมาอยู่ที่อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โดยมาเริ่มต้นใหม่ที่นี่ทั้งหมด เพื่อให้ภายในสวนมีพื้นที่เพียงพอต่อการปลูกกล้วยไม้ เพราะสวนของเราจะเน้นปลูกกล้วยไม้สกุลหวายเป็นส่วนใหญ่ มีทั้งทำเป็นไม้ตัดดอก และปลูกสำหรับขายเป็นไม้กระถางด้วย เพื่อให้การผลิตมีความหลากหลายยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ต่อความต้องการลูกค้าอีกด้วย” คุณพรภินันท์ เล่าถึงที่มา

โดยภายในสวนแบ่งโซนการปลูกกล้วยไม้อย่างชัดเจน พื้นที่ไหนทำเพื่อตัดดอกก็จะผลิตเป็นไม้ตัดดอก ส่วนพื้นที่ไหนเป็นไม้จำหน่ายเป็นไม้กระถางก็จะผลิตเพื่อเป็นไม้กระถางโดยเฉพาะ จะไม่มีปะปนกัน

ใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี

ไม้ในสวนก็สามารถขายได้

สำหรับกล้วยไม้ที่ปลูกเพื่อผลิตตัดดอกจำหน่าย การดูแลจะแตกต่างจากไม้กระถาง คุณพรภินันท์ บอกว่า ขั้นตอนแรกไม้ที่ผลิตเพื่อตัดดอกจะนำไม้ออกจากขวดก่อน จากนั้นนำไปอนุบาลให้ไม้มีรากและต้นที่แข็งแรง เมื่อเห็นไม้สมบูรณ์ดีแล้วจะทำการย้ายไม้ทั้งหมดขึ้นมาปลูกบนโต๊ะปลูกที่เตรียมไว้ ดูแลให้น้ำ ใส่ปุ๋ยประมาณ 6 เดือน กล้วยไม้ที่อยู่บนโต๊ะปลูกก็จะเริ่มออกดอกให้ตัดจำหน่ายได้

ส่วนไม้ที่ผลิตเพื่อส่งจำหน่ายเป็นไม้กระถาง คุณพรภินันท์ เล่าว่า เป็นสายพันธุ์ที่ทางสวนของเธอส่งเข้าไปในห้องแล็บ เพื่อเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อให้ไม้คงสภาพเดิมเหมือนต้นแม่ และส่วนกล้วยไม้ที่ทำการพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นก็จะรอให้มีเมล็ดออกมา จากนั้นนำเมล็ดไปเพาะในระบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเช่นกัน นำไม้มาปลูกจนออกดอกเพื่อดูความสวยงามของไม้ต่อไป เพื่อนำไปขยายพันธุ์สร้างเป็นต้นพันธุ์ดีของสวน

“ถ้าไม้ที่เราต้องการขยายพันธุ์ไว ก็จะเน้นนำชิ้นส่วนไปเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อทั้งหมด ก็จะได้ไม้ที่ออกมาเหมือนเดิม ส่วนการเพาะเมล็ดค่อนข้างช้า เราใช้ดูเฉพาะไม้ที่เราพัฒนาสายพันธุ์เท่านั้น เพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่ๆ ขึ้นมาอยู่เสมอ ไม้ที่ผ่านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะใช้เวลาอย่างต่ำประมาณ 1 ปี จากนั้นเราก็เอาไม้ออกจากขวด มาล้างทำความสะอาด เสร็จแล้วก็จะพักไม้ให้รากเดินสมบูรณ์ จากนั้นนำไม้ไปปลูกลงในวัสดุปลูก ลักษณะเป็นตุ้มนิ้วใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน จากนั้นก็ย้ายไปปลูกลงในกระถาง เลี้ยงให้โตและเตรียมจำหน่าย” คุณพรภินันท์ บอก

การรดน้ำกล้วยไม้ภายในสวนจะเน้นดูสภาพอากาศเป็นสำคัญ ถ้าช่วงไหนอากาศร้อนจะรดน้ำวันละ 2 ครั้ง แต่ถ้าช่วงหน้าฝนจะรดน้ำเพียงวันละ 1 ครั้ง

การใส่ปุ๋ยให้กับกล้วยไม้นั้น คุณพรภินันท์ บอกว่า ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอพร้อมทั้งเสริมด้วยปุ๋ยน้ำฉีดพ่นให้ทั่ว เพื่อเป็นการบำรุงให้ไม้มีความสมบูรณ์มากขึ้น จากนั้นดูแลไปจนกล้วยไม้มีอายุ 6 เดือน ถึง 1 ปีขึ้นไป ก็จะได้ต้นและไซซ์ขนาดที่สมบูรณ์พร้อมจำหน่ายสู่ท้องตลาดได้

ส่วนในเรื่องของการป้องกันโรคนั้น คุณพัณณ์ชิตา ดุสฎีกาญจน น้องสาวของคุณพรภินันท์ เป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญที่เป็นผู้ดูแลในเรื่องของโรคและแมลงศัตรูพืชในสวนกล้วยไม้ โดยเธอเรียบจบปริญญาตรีคณะเกษตรเกี่ยวกับสาขาวิชาโรคพืช ทำให้ได้นำความรู้ที่ร่ำเรียนมาช่วยพัฒนางานสวนกล้วยไม้ได้เป็นอย่างดี

“การป้องกันโรคของกล้วยไม้ จริงๆ แล้ว เราต้องทำการป้องกันทุกระยะ แต่ช่วงที่ต้องระวังมากที่สุดจะเป็นช่วงฤดูฝน ต้องมีการป้องกันมากกว่าช่วงอื่นๆ เพราะไม่ได้มีแต่แมลงอย่างเดียว อย่างโรคอื่นๆ ก็จะเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะด้วยสภาพอากาศที่ชื้น จากการได้ไปเรียนด้านนี้มาโดยตรง การทำสวนของเราก็ง่ายขึ้น รู้สึกว่าสิ่งที่สงสัยในวัยเด็กก็หมดไป และสามารถนำความรู้ที่มีมาพัฒนาต่อยอดงานที่ได้เป็นอย่างดี” คุณพัณณ์ชิตา บอกถึงเรื่องการป้องกันโรค

สร้างรายได้ทุกช่องทาง

ทำสินค้าให้หลากหลาย

ในเรื่องของการทำตลาดนั้น คุณพรภินันท์ บอกว่า เนื่องจากที่บ้านของเธอทำอาชีพนี้มานาน ในเรื่องการตลาดต้องมีการปรับตัวอยู่เสมอ จริงอยู่แม้ไม้ตัดดอกประเภทกล้วยไม้ยังเป็นที่นิยมและมีความต้องการของลูกค้า แต่การรักษาคุณภาพให้คงอยู่เดิมถือว่าสำคัญ ดังนั้น เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง นอกจากจะจำหน่ายไม้ตัดดอก เธอยังมีการนำดอกกล้วยไม้ตกเกรดมากำเป็นดอกไม้สำหรับบูชาพระ พร้อมทั้งมีการผลิตไม้กระถางและนำไม้มาจัดกระเช้า เพื่อทำรายได้ให้มีความหลากหลายมากขึ้น

“การทำตลาดพูดถึงยุคนี้ ก็ง่ายกว่าสมัยก่อนนะ เราสามารถเดินทางไปได้ทุกที่ที่จัดงาน เพื่อให้ไม้ในสวนของเราเป็นที่รู้จัก ซึ่งกล้วยไม้ภายในสวนเน้นเป็นพันธุ์สกุลหวาย สามารถผลิตดอกได้ตลอดทั้งปี ดังนั้น ลูกค้าจะชอบแบบนี้มาก ยิ่งดอกมีสีสดๆ สวยๆ ก็จะขายดี การดูแลไม่ซับซ้อนแต่ลูกค้าต้องใช้ปุ๋ยด้วยเวลาซื้อไป ไม้ก็จะงามออกดอกให้ได้เชยชมตลอด เพราะถ้าซื้อไปไม่ใส่ปุ๋ยเลย มันก็จะไม่สวยไม่สมบูรณ์เต็มที่” คุณพรภินันท์ บอก

โดยกล้วยไม้จำหน่ายแบบราคาส่งให้กับแม่ค้าอยู่ที่กระถางละ 20 บาท ราคาปลีกจำหน่ายอยู่ที่กระถางละ 40 บาท ส่วนกล้วยไม้ตัดดอกที่ใช้สำหรับกำกับใบเตยบูชาพระ ราคาจำหน่ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 50-60 บาท ซึ่งราคาสามารถขึ้นลงได้ตามกลไกตลาด

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากจะปลูกกล้วยไม้เพื่อสร้างรายได้ คุณพรภินันท์ แนะนำว่า หากมีใจรักและชื่นชอบที่อยากจะทำเกี่ยวกับกล้วยไม้ สิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำไม้ชนิดนี้คือแหล่งเงินทุน เพราะในช่วงแรกการลงทุนอาจจะมากพอสมควร แต่เมื่อปลูกจนสำเร็จและสามารถมีตลาดจำหน่ายที่แน่นอน การลงทุนก็จะไม่สูญเปล่าสามารถทำเป็นอาชีพในระยะยาวได้อย่างแน่นอน

สนใจกล้วยไม้สวยๆ หรือสั่งสินค้าเพื่อมอบเป็นดอกไม้ให้แก่กันในช่วงเทศกาลต่างๆ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณพรภินันท์ ดุสฎีกาญจน หมายเลขโทรศัพท์ (081) 648-1307

ที่มา

avatar

เกษตรกร

นักพรตขาว แห่งเทือกเขาอันไกลโพ้น