ปลาหมอชุมพร 2-3 ตัว/กก. ถูกใจเกษตรกร แนะเทคนิคการเพาะพันธุ์ปลาหลายชนิด

คุณวีระชัย ศรีสด อยู่บ้านเลขที่ 39 หมู่ที่ 8 บ้านโนนแดง ตำบลยาว อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ จากเดิมที่เคยมีพื้นที่ทำนาเป็น 100 ไร่ แต่กลับไม่ได้ใช้ประโยชน์เนื่องจากขาดแคลนน้ำ แถมยิ่งทำ ยิ่งมีหนี้สิน จึงตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพการเกษตรหลายชนิดที่ใช้น้ำน้อย แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ จนมาจบที่การเพาะพันธุ์ปลาขาย

เพาะปลาหมอ-ปลานิล แปลงเพศ ตลาดต้องการ

คุณวีระชัย บอกว่า ลูกพันธุ์ปลาหมอชุมพรเป็นปลาที่ได้รับความนิยมมาก เขาได้นำพันธุ์ปลาหมอชุมพรมาจากประมงจังหวัดอุบลราชธานี คุณสมบัติที่ดีของปลาหมอชุมพรคือ มีขนาดใหญ่ จำนวน 2-3 ตัว ต่อกิโลกรัม จึงทำให้เป็นจุดเด่นของความต้องการจากลูกค้า ทั้งผู้บริโภคและพ่อค้า อีกประการเนื่องจากปลาหมอชุมพรตามธรรมชาติมีขนาดเล็กมาก ต่างจากปลาเลี้ยง จึงทำให้ผู้บริโภคสนใจปลาเลี้ยงมากกว่า

สำหรับขั้นตอนการเพาะปลา เจ้าของฟาร์มให้รายละเอียดว่า หลังจากลูกปลาออกจากไข่แล้ว จะเพาะ-ฟัก ในบ่อซีเมนต์ก่อนเป็นเวลาประมาณ 3 วัน ซึ่งในช่วงนี้จะได้ลูกปลาในอัตรารอด ประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นจึงย้ายลงบ่อดินเป็นจำนวนนับล้านตัว ระยะเวลาการเลี้ยงลูกปลาแต่ละชนิดไม่เท่ากัน อย่าง ปลาดุก ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 20 วัน จึงจับมาคัดแยกขนาด จะได้เป็นปลานิ้วบ้างหรือต่ำกว่านิ้วบ้าง ซึ่งเป็นขนาดที่ลูกค้าต้องการ ทั้งนี้พันธุ์ปลาที่เพาะขายมากที่สุดคือ ปลาดุกรัสเซีย ปลาดุกบิ๊กอุย ปลานิลแปลงเพศ ปลาหมอแปลงเพศ และปลาตะเพียน

คุณวีระชัย บอกถึงเหตุผลที่ต้องแปลงเพศปลาเพื่อจำหน่ายว่า จะทำให้ปลาโตเร็ว มีน้ำหนักและมีเนื้อมาก อย่างปลาหมอจะแปลงเพศจากเพศผู้ไปเป็นเพศเมีย เพราะตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ ส่วนปลานิลจะแปลงจากตัวเมียเป็นตัวผู้ เพราะตัวผู้มีขนาดใหญ่และน้ำหนักดีกว่าตัวเมีย

ส่วนขั้นตอนและวิธีแปลงเพศด้วยการให้ปลากินฮอร์โมนเพศตามที่ต้องการ ทั้งนี้ การแปลงเพศปลาทำให้ได้ขนาดปลาตามที่ตลาดต้องการ อีกทั้งการแปลงเพศช่วยให้ปลาเจริญเติบโตเร็ว

สำหรับเทคนิคการเพาะพันธุ์ปลานิลแปลงเพศฉบับวีระพันธุ์ ปลามีจุดเด่นตรงการคัดสายพันธุ์ของพ่อ-แม่ ที่แข็งแรง มีการเจริญเติบโตดีแล้วนำมาผสมไขว้ เพื่อทำให้ลูกปลามีความแข็งแรง มีความสมบูรณ์ทั้งขนาดและเนื้อ มีความทนทานต่อโรค สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพพื้นที่ที่ใช้เลี้ยง ขณะเดียวกันวิธีนี้ได้นำมาใช้กับปลาทุกชนิดที่เลี้ยง

ประเภทและชนิดปลาที่ขายได้รับความนิยมจากตลาดต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาวะทางธรรมชาติและความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นไปตามรูปแบบการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคสดหรือการนำไปแปรรูปก็ตาม

ทางด้านอาหารที่ใช้เลี้ยงปลานั้น คุณวีระชัย บอกว่า ถ้าเป็นปลาตุ้ม จะใช้ไรแดงร่วมกับไข่แดง แต่พบว่ามีต้นทุนสูงเกินไป ดังนั้น จึงย้ายไปสร้างไรแดงในบ่อดินแทน อีกทั้งยังใช้ปลาป่นผสมกับรำ ในอัตราครึ่งต่อครึ่ง เพื่อนำมาใช้เป็นอาหารปลาในทุกช่วงวัย เพื่อเป็นการลดต้นทุน นอกจากนั้น ยังนำผักบุ้งที่ปลูกไว้เป็นอาหารของปลาบางชนิดด้วย

สำหรับจุดเด่นของฟาร์มคุณวีระชัยอยู่ตรงที่มีลูกปลาทุกชนิดไว้จำหน่ายตลอดเวลาต่อเนื่อง อีกทั้งการซื้อ-ขาย ทุกครั้งมักจะแถมลูกปลาให้ลูกค้าเกินกว่าจำนวนที่สั่ง ดังนั้น ลูกค้าของเขาที่ซื้อไปเลี้ยงแล้วจับส่งขายตามตลาดจึงสนใจเข้ามาซื้อพันธุ์ปลาที่ฟาร์มวีระกันอย่างคึกคัก โดยกำหนดราคาขาย ถ้าเป็นปลาดุกที่มีขนาดไม่เกินนิ้วกำหนดราคาเฉลี่ย ตัวละ 15 สตางค์ ถ้าขนาด 2 นิ้ว ราคาประมาณ ตัวละ 20-25 สตางค์

สำหรับลูกค้าที่มาซื้อปลามักเป็นคนยึดอาชีพเลี้ยงปลาขาย ส่วนอีกกลุ่มเป็นหน่วยงานที่มักมาซื้อลูกปลาไปแจกจ่ายชาวบ้าน หรือซื้อไปปล่อยเพื่อการกุศล คุณวีระชัย เผยว่า รายได้ที่จับปลาขายในฤดูกาล มีรายได้ 2-3 แสนบาท ต่อเดือน และเมื่อหักต้นทุนแล้วเป็นกำไรค่าเหนื่อยเกินกว่าครึ่ง

“น้ำ” มีความจำเป็นสำหรับการเลี้ยงปลามาก ขณะเดียวกันก็สร้างปัญหาให้กับคุณวีระชัยด้วยเช่นกัน เนื่องจากในพื้นที่ไม่มีความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องน้ำ ดังนั้น เจ้าของฟาร์มเพาะปลาแห่งนี้จึงต้องแก้ปัญหาด้วยการสูบน้ำใต้ดินมาเก็บไว้ในบ่อที่ขุดไว้

สอบถามรายละเอียดได้ที่ วีระฟาร์ม โทรศัพท์ (087) 871-9981

fb:วีระ ศรีสด” 

ขอขอบคุณ : สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ ที่อำนวยความสะดวกในครั้งนี้

avatar

เกษตรกร

นักพรตขาว แห่งเทือกเขาอันไกลโพ้น