เกษตรทฤษฎีใหม่ 15 ไร่ พออยู่ พอกิน รวยได้

newtheory9.jpg

“เกษตรทฤษฎีใหม่” หมายถึง หลักการและแนวทางปฏิบัติในการใช้ที่ดินและแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรสำหรับเกษตรกรที่มีที่ดินถือครองขนาดเล็ก ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยระบบการเกษตรยั่งยืน อันจะทำให้เกษตรกรรายย่อยดังกล่าว

“มีพออยู่ พอกิน ถึงแม้ไม่รวยมาก แต่ก็มีพออยู่พอกิน ไม่อดอยาก”

โดยการแบ่งที่ดินถือครองออกเป็นส่วนต่างๆ อย่างเหมาะสม กล่าวคือแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ในอัตราส่วน 30 : 30 : 30 : 10 คือ

ส่วนที่หนึ่ง : ที่ดินร้อยละ 30 เนื้อที่เฉลี่ย 4.5 ไร่ ให้ทำการขุดสระเก็บกักน้ำไว้ใช้ในการเพาะปลูก โดยมีความลึกประมาณ 4 เมตร ซึ่งจะสามารถรับน้ำได้จุประมาณ 19,200 ลูกบาศก์เมตร โดยการรองรับจากน้ำฝน สามารถนำน้ำจากสระนี้ไปใช้ได้ตลอดปี ทั้งยังสามารถเลี้ยงปลาและปลูกพืชน้ำ พืชริมสระน้ำ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวอีกทางหนึ่งด้วย

ส่วนที่สอง : ที่ดินร้อยละ 30 ประมาณ 4.5 ไร่ ให้ปลูกข้าวหรือทำนาข้าว

ส่วนที่สาม : ที่ดินร้อยละ 30 ประมาณ 4.5 ไร่ ให้ปลูกพืชไร่หรือพืชสวน ตามแต่สภาพของพื้นที่และสภาวะการตลาด

ส่วนที่สี่ : ที่ดินร้อยละ 10 เป็นพื้นที่ที่เหลือ มีเนื้อที่ประมาณ 1.5 ไร่ จัดเป็นที่อยู่อาศัย ถนนหนทาง คันคู ลานบ้าน กองปุ๋ยหมัก โรงเพาะเห็ด และคอกสัตว์ เป็นต้น นอกจากนี้ ถ้าหากจัดให้มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่คอยเติมน้ำให้แก่สระน้ำขนาดเล็กที่ขุดไว้ในส่วนแรกอยู่เสมอ ก็จะทำให้แนวทางปฏิบัติของเกษตรทฤษฎีใหม่มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

การใช้น้ำ

  • นา 4.5 ไร่ ใช้น้ำ 9,000 ลูกบาศก์เมตร
  • ไร่นาสวนผสม 4.5 ไร่ ใช้น้ำ 9,000 ลูกบาศก์เมตร
  • ฝนไม่ตกเลย 300 วัน เหลือน้ำ 1,200 ลูกบาศก์เมตร
  • กรณีที่ฝนทิ้งช่วง เมื่อฝนมา ต้องเติมน้ำ เกษตรกร ต้องเข้าใจและยอมรับ

1. จัดการที่ดินเพื่อเพาะปลูกพืชหลายชนิด

2. พัฒนาเป็นลำดับขั้น

2.1 พอกินก่อน
2.2 เหลือ ก็นำไปขาย ค่อยเป็นค่อยไป

3. สำเร็จแล้ว คือมีชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว จึงพัฒนาไปสู่ขั้นพัฒนาสังคมชุมชน

4. พัฒนาผลผลิตการเกษตร ติดต่อกับธนาคาร หรือบริษัทเอกชน เพื่อให้สมประโยชน์ด้วยกันทั้ง 2ฝ่าย คือชุมชน (สหกรณ์) ได้ขายผลผลิต ธนาคารหรือบริษัทเอกชน ได้ทำธุรกิจ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ได้พระราชทานเงินทองทรัพย์สิน แต่พระราชทานแนวพระราชดำริ ให้ราษฎรใช้ความคิดของตัวเอง ชีวิตที่พอเพียง : ครองชีพ ครองตนอย่างพอเพียง พออยู่ พอกิน ไม่ต้องเป็นหนี้ใคร หากินได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง เมื่อเราพอเพียงแล้วยังเหลือแจกจ่ายให้ผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นผลผลิตในไร่สวนหรือความรู้ ก็เท่ากับเราร่ำรวยแล้วซึ่งการให้ การให้ที่ไม่ยึดติดว่ารวยคือการเอาเก็บสะสมไว้แต่เพียงผู้เดียว

Leave a Reply

Top