กรมชลย้ำความสำเร็จ ‘ไทยนิยม ยั่งยืน’ สร้างประโยชน์ทั่วประเทศร่วม 8 แสนไร่

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ 2561 จำนวน 13,701.985 ล้านบาท เพื่อดำเนินการโครงการไทยนิยมยั่งยืน จำนวน 2,074 แห่ง/2,088 รายการ ภายใต้กรอบการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง 3 กรอบ ได้แก่ 1.คนไทยไม่ทิ้งกัน 2. ชุมชนอยู่ดีมีสุข และ 3. รู้กลไกการบริหารราชการ แบ่งเป็น 3 โครงการ/ 4 เมนู คือ 1. โครงการจ้างแรงงานชลประทานสร้างรายได้แก่เกษตรกร (คนไทยไม่ทิ้งกัน) เมนูจ้างแรงงานสร้างรายได้ 2. โครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ (ชุมชนอยู่ดีมีสุข) เมนูการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ 3. โครงการพัฒนาโครงสร้างด้านแหล่งน้ำชลประทาน(รู้กลไกการบริหารราชการ)มี 2 เมนูคือ เมนูพัฒนาแหล่งน้ำสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และเมนูพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำชลประทาน เพื่อป้องกันและบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง

“ผลความก้าวหน้าโครงการไทยนิยมยั่งยืนที่กรมชลประทานได้ดำเนินการแล้ว มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 830,974 ไร่ เกษตรกรได้รับผลประโยชน์จำนวน 186,367 ครัวเรือน มีการสนับสนุนการใช้ยางพาราทำถนนเลียบคลองชลประทานแล้วปริมาณ 259.44 ตัน จัดจ้างแรงงานได้จำนวน 9,238 คน เกินจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 7,520 คน ทำให้ประชาชนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำที่ขึ้นทะเบียน ได้รับค่าจ้าง 377.85 บาทต่อวัน คิดเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยคนละ 16,000 บาท สำหรับด้านการกักเก็บน้ำ เมื่อแล้วเสร็จสามารถเพิ่มความจุกักเก็บน้ำได้ 14 ล้านลูกบาศก์เมตร อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานได้กำชับหน่วยงานในพื้นที่ ให้เร่งดำเนินงานทุกโครงการให้สำเร็จภายในสิ้นปีนี้   เพื่อประชาชนและเกษตรกร จะได้รับประโยชน์สูงสุดในเวลาอันรวดเร็วและต่อเนื่อง” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ด้านนายเชษฐา ดิษยมาลย์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเพชรบูรณ์ กล่าวว่า โครงการชลประทานเพชรบูรณ์ได้รับงบประมาณจากโครงการไทยนิยมยั่งยืน จำนวน 106.9 ล้านบาท ซึ่งได้กำหนดแผนการใช้งบประมาณประกอบด้วยงานซ่อมแซมและบำรุงรักษาระบบชลประทาน งานก่อสร้างฝาย งานสนับสนุนการใช้ยางพาราเพื่อซ่อมแซมถนนเลียบลำคลองส่งน้ำ และจ้างแรงงาน ขณะนี้งานดำเนินการไปตามแผนที่วางไว้อย่างรวดเร็ว แก้ไขปัญหาได้ตรงจุดทันท่วงที ยกตัวอย่างงานซ่อมแซมระบบส่งน้ำอ่างเก็บน้ำรัตนัยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ตำบลเขาค้อ ที่เกิดการชำรุดทำให้ส่งน้ำได้ไม่เต็มศักยภาพ ราษฎรร้องขอให้ซ่อมแซมและได้รับเงินจากโครงการไทยนิยมยั่งยืนไปจัดซื้อวัสดุซ่อมแซมโดยตรง ไม่ต้องผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อน และราษฎรได้ช่วยลงแรงปรับปรุง / วางท่อระบบส่งน้ำกันเอง ณ ตอนนี้ระบบส่งน้ำใช้งานได้ตามปกติ ราษฎรได้รับประโยชน์เต็มพื้นที่ 300 ไร่เช่นเดิม ตัวอย่างอีกงานคือ การขุดลอกตะกอนดินที่กรมชลประทานจ้างแรงงานผู้ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรในพื้นที่มาช่วยลอกดินในคลอง จากที่ตื้นเขิน ส่งน้ำไม่สะดวก ปัจจุบันน้ำไหลได้สะดวก นอกจากช่วยปรับปรุงสิ่งก่อสร้างแล้ว ยังช่วยให้ประชาชนรู้สึกถึงการเป็นเจ้าของระบบชลประทานร่วมกันด้วย

นอกจากนี้ งานซ่อมแซมปรับปรุงถนนเลียบคลองชลประทาน ก็เป็นอีกหนึ่งงานที่ได้ดำเนินการ เนื่องจากเกษตรกรต้องใช้เป็นเส้นทางสัญจร เพื่อขนส่งพืชผลทางการเกษตร ซึ่งถนนเลียบคลองชลประทานในจังหวัดเพชรบูรณ์ส่วนใหญ่เป็นลูกรัง เกิดการชำรุดเสื่อมโทรมจากการใช้งานมายาวนาน เมื่อเกิดโครงการไทยนิยมยั่งยืนขึ้นมา จึงได้รับงบประมาณเข้าไปซ่อมแซมปรับปรุงถนน ด้วยการใช้แบบถนนที่ผสมน้ำยางพารา ในอัตราร้อยละ 20 ช่วยสนับสนุนการใช้ยางพาราในประเทศ ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้สั่งซื้อน้ำยางพาราจากการยางแห่งประเทศไทยโดยตรง เพื่อให้ได้     น้ำยางที่ตรงความต้องการและราคาที่เป็นธรรม สำหรับใช้ในงานซ่อมแซมถนนคันคลองชลประทานในพื้นที่ต่างๆ อาทิ งานซ่อมแซมถนนคันคลองฝั่งซ้าย 2R-LMC อ่างเก็บน้ำห้วยป่าแดง ต.นางั่ว อ.เมือง ระยะทาง 800 เมตร , งานซ่อมแซมถนนคันคลองฝั่งขวา 1L-RMC ของอ่างเก็บน้ำห้วยป่าแดง ต.สะเดียง อ.เมือง ระยะทาง 1.170 กิโลเมตร , งานซ่อมแซมถนนบริเวณหัวงานอ่างเก็บน้ำห้วยใหญ่ ต.ห้วยใหญ่ อ.เมือง ระยะทาง 1.25 กิโลเมตร , งานซ่อมแซมถนนบริเวณ     หัวงานอ่างเก็บน้ำรัตนัย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.เขาค้อ อ.เขาค้อ ระยะทาง 300 เมตร และงานซ่อมแซมถนนบริเวณหัวงานอ่างเก็บน้ำคลองลำกง ต.วังท่าดี อ.หนองไผ่ ระยะทาง 715 เมตร เป็นต้น รวมงานซ่อมแซมถนนทั้งสิ้น 10 สาย ความยาวรวม 27.93 กิโลเมตร ชาวบ้านได้รับประโยชน์รวม 4,960 ครัวเรือน ใช้น้ำยางพาราไปทั้งสิ้น 51 ตัน ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2562

“ตั้งแต่ทางโครงการชลประทานเพชรบูรณ์ ได้รับงบประมาณจากโครงการไทยนิยมยั่งยืน เป็นเวลาเพียง 7 เดือน สามารถช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ในระบบชลประทานได้รวดเร็วกว่าขั้นตอนปกติ ส่งผลไปถึงประชาชนและเกษตรกรที่จะมีน้ำใช้ และได้นำน้ำต้นทุนไปสร้างงานสร้างรายได้ต่อไป” นายเชษฐา กล่าว

นางเจริญ บางทา ชาวบ้านหมู่ 11 ต.ป่าเลา อ.เมืองเพชรบูรณ์ กล่าวว่า ก่อนหน้าที่จะเข้าร่วมโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ตนก็รับจ้างทั่วไป เช่น รับจ้างดำนา เกี่ยวข้าว เก็บข้าวโพด และก็หารายได้เสริมจากการขายแมลงทอดตามตลาดนัดบ้าง แต่ก็มีรายได้ไม่แน่นอน พอมีโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ที่ให้มีการจ้างแรงงานตนก็ได้เข้าร่วม โดยงานหลักคือขุดลอกคลองชลประทาน ปรับปรุงถนนเลียบคลองชลประทาน รวมทั้งงานอื่นที่ทางหน่วยงานชลประทานเพชรบูรณ์จะมอบหมาย ซึ่งมีระยะเวลาทำงานนี้ 3 เดือน ได้รายได้เฉลี่ยวันละ 377 บาท ซึ่งมองว่าเป็นโครงการที่ดี เนื่องจากตนก็เป็นชาวบ้านมีความรู้ไม่มาก จะไปหางานทำที่อื่นคงยาก แต่โครงการนี้สนับสนุนให้คนในพื้นที่ได้ทำงานในถิ่นฐาน ไม่ต้องเคลื่อนย้ายไปรับจ้างที่อื่น ตนจึงอยากให้มีโครงการที่ดีมีประโยชน์ต่อชาวบ้านอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ

 

ที่มา

avatar

เกษตรกร

นักพรตขาว แห่งเทือกเขาอันไกลโพ้น