ทฤษฎีบันได ๙ ขั้นสู่ความพอเพียง

ทฤษฎีบันได ๙ ขั้นสู่ความพอเพียง

ศาสตร์พระราชา
เพื่อความมั่นคง และความสุขอย่างยั่งยืน

    ๔ ขั้นแรกคือขั้นพื้นฐาน ๔ พอ พออยู่ พอกิน พอใช้ พอมีอากาศหายใจร่มเย็นสบาย สภาพแวดล้อมน่าอยู่ เป็นพื้นฐานปัจจัยในการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ

    พอที่ ๕ คือการดำรงอยู่ของธรรมชาติฝ่ายสูงของมนุษย์ด้วยการทำ “บุญ” ความเจริญก้าวหน้าของพวกเราจึงไม่ได้วัดด้วย GDP ที่เป็นตัวเงิน แต่เป็น บุญ ที่ปฏิบัติต่อผู้มีพระคุณ เช่น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ พระสงฆ์องคเจ้า รวมถึงพระเจ้าแผ่นดิน บรรพบุรุษทุกผู้ทุกนามที่ได้ร่วมสร้างแผ่นดินเกิดนี้มา

    พอในขั้นที่ ๖ คือทาน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนเจ็บ คนป่วย คนพิการ เด็ก รวมทั้งธรรมชาติและสภาพแวดล้อม

    ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม มีศักยภาพในการผลิตอาหารอย่างพอเพียง หล่อเลี้ยงคนของตนเอง เมื่อมีพอแล้ว การแบ่งปันไปยังประเทศอื่นที่ยังขาดแคลนด้วยการให้ มิใช่การขาย จะยังประโยชน์ให้เกิดมิตรประเทศมากมาย เหมือนเพื่อนบ้านที่เอื้อเฟื้อต่อกัน อยู่กันด้วย มิตรจิตมิตรใจ สิ่งหนึ่งที่พระเจ้าอยู่หัวย้ำตลอดเวลา คือ “ทานมีฤทธิ์” การให้จะสะท้อนสิ่งดีๆกลับมาให้กับ “ผู้ให้” เสมอ และการให้ยังก่อให้เกิด “วงจรดี” ที่ผู้ได้รับจะส่งต่อการให้ไปยังผู้อื่นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งจะยังให้เกิดความสงบสุขร่มเย็น แทนการแย่งชิง

    พอในขั้นที่ ๗ คือ รู้จักเก็บ แปรรูป สะสมไว้ใช้ในยามจำเป็น เช่น การแปรรูปอาหาร การเก็บรักษา สมุนไพรแห้งมาเป็นยา การรู้จักคิดค้นครื่องมือ อุปกรณ์ สร้างสรรค์เทคโนโลยีต่างๆ นี่คือ ความพอเพียงขั้นที่ ๗

    ในขั้นที่ ๘ “เมืองใดไม่มีพาณิชย์เลิศ เมืองนั้นย่อมเกิดขัดสน” เมื่อมีของเหลือกิน เหลือใช้ หลังจากที่ทำบุญ แจกจ่ายเป็นทาน เก็บสะสมไว้ใช้ยามจำเป็นแล้วจึง “ขาย” การค้า การพาณิชย์ การบัญชี เป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง เพียงแต่ไม่ใช่ขั้นแรก ประเทศจำเป็นต้องมีการค้า เราสนับสนุนให้มีการค้า แต่ถ้าพื้นฐาน ๗ ขั้นยังไม่แ็ข็งแรง การมุ่งแต่การค้าก็เป็นความประมาท ถ้าเรามีอยู่ มีกิน มีใช้ เป็นคนมีน้ำใจต่อญาติพี่น้อง ทำบุญทำทาน ไม่เห็นแก่ตัว แม้ไปทำการค้าแล้วเจ๊งกลับมา ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงก็โอบอุ้ม ยังมีของกินของใช้เหลือเฟือ ทำการค้าขาดทุนมาก็ไม่เดือดร้อนเพราะฐานมั่นคง มีภูมิคุ้มกัน นี่คือความหมายของความเจริญจนขั้นทำการค้าได้

    ขั้นที่ ๙ คือ กองกำลังเกษตรโยธิน คือหมู่คนที่กำลังดำเนินชีวิตไปตามบันได สู่ความพอเพียง มนุษย์เป็นสัตว์สังคม สิ่งที่เชื่อว่าถูกต้อง เมือปฏิบัติมาก ๆ เป็นหมู่เป็นกลุ่มจะเป็นพลัง ผลักดันให้คนอื่นเอาอย่าง ปัจจุบันในเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ เรามีสังคมในรูปแบบที่กล่าวมาตามระดับขั้นต่างๆ กระจายอยู่ทั่วประเทศในรูปแบบศูนย์เรียนรู้กว่า ๕๐ ศูนย์ เป็นชุมชนในระดับ ๑๐ ครอบครัว แต่เราอยากเห็นการรวมกันสัก ๑,๐๐๐ ครอบครัว เป็นตำบลที่ดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษกิจพอเพียงตามแบบเครือข่ายพวกเรา ความพยายามนี้กำลังก่อรูปเป็นร่างที่จังหวัดชุมพร และนครนายก เราต้องการสร้างสังคม สังคมดีไม่มีขายอยากได้ต้องช่วยกันสร้าง และเป็นเครื่องยืนยันว่า “ที่ว่าเศรษกิจพอเพียงต้องไปอยู่หลังเขา ไปอยู่ที่ท้องไร่ท้องนานั้นไม่จริง ปรัชญานี้ท่านไม่ได้ให้ไว้เพื่อการนั้น แท้ที่จริงท่านพระราชทานไว้สำหรับการสร้างสังคมใหม่ด้วยซ้ำไป”

บทสรุปสุดท้าย

การต่อสู้กับนักรบใหม่

ในสมรภูมิเก่าต้องจับดาบความรู้

ถือเกราะคุณธรรม เดินตามยุทธศาสตร์พอเพียงจึงจะชนะ

ที่มา: หนังสือจุดเปลี่ยน สิงหาคม 2010 หน้า ๒๗ ดร.วิวัฒน์  ศัลยกำธร

avatar

เกษตรกร

นักพรตขาว แห่งเทือกเขาอันไกลโพ้น

Leave a Reply