‘อินทผาลัม’ พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ปลูกได้ทุกพื้นที่ 1ต้นทำเงินหลักหมื่นต่อปี

11.jpeg

อินทผาลัม พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่หลายคนสงสัยว่า ทำไมเกษตรกรหันมาปลูกอินทผาลัมกันเป็นจำนวนมาก คำตอบคือ อินทผาลัม จัดเป็นผลไม้ส่งออกที่ตลาดต่างประเทศยังมีความต้องการสูง หรือ แม้แต่ในประเทศเองก็มีการบริโภคอินทผาลัมกันมาก ทั้งหมดน่าจะเป็นคำตอบที่ทำให้อินทผาลัม มีราคาสูง และเกษตรกรหันมาปลูกกันมากขึ้น 

อินผาลัม ที่เริ่มสุกจะต้องห่อไว้แบบนี้ เพื่อไม่ให้ผิวเสีย

ปัจจุบัน พื้นที่การปลูกอินทผาลัม สามารถปลูกได้ทั่วประเทศ และมีสายพันธุ์อินทผาลัม จำนวนมาก ซึ่งใครชอบปลูกสายพันธุ์ไหน ก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ รสชาติของแต่ละสายพันธุ์ แตกต่างกัน ส่งถึงราคาที่แตกต่างกันด้วย ราคาอินทผาลัมสดจากเกษตรกร เริ่มต้นที่กิโลกรัมละ 300 บาท 400 บาท 500 บาท 600 บาท 900 บาท ไปจนถึง 1,200 บาท ราคาขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ มีคำถาม แล้วทำไม เกษตรกรไม่ปลูกสายพันธุ์ที่ราคาแพง คำตอบคือ ไม่ใช่ทุกสายพันธุ์ จะปลูกได้ทุกพื้นที่ ด้วยเหตุนี้เองทำให้ บางสายพันธุ์ราคาแพง

บางตนก็ได้ผลสีแดง ต่างกันที่สายพันธุ์ รสชาติไม่ได้ต่างกันมาก

สำหรับพื้นที่ตำบลนากระแซง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี มีผู้ปลููกอินทผาลัมรายเดียว เป็นของ “คุณพรพรรณ ปุนประวัติ” โดยมีพื้นที่ปลูก 4 ไร่ จำนวนต้นอินทผาลัม ทั้งหมด 200 ต้น เป็นสายพันธุ์เด็คเลตนัวร์ (Degletnour)เป็นสายพันธุ์ที่นำเข้าจากประเทศอิสราเอล ปัจจุบันสายพันธุ์นี้ มีการปลูกกันแพร่หลายในประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือ

พรพรรณ ปุนประวัติ เจ้าของสวนอินทผาลัม รายแรก อ.เดชอุดม จ.อุบลราชะานี


คุณพรพรรณ เล่าว่า ตนเองได้ปลูกอินทผาลัมมาตั้งแต่ปี 2556 โดยซื้อต้นพันธุ์ มาในราคาต้นละ 350 บาท ปลูกทั้งหมด 200 ต้น สามารถเก็บผลผลิตขายครั้งแรกเมื่อปี 2559 โดยปีแรกไม่รู้วิธีผสมพันธุ์ ทำให้เก็บผลผลิตได้น้อย ประมาณ 100 กิโลกรัม ขายในราคากิโลกรัม 300 บาท และบางส่วนแบ่งขายหน้าสวน ขายกิโลกรัมละ400- 500 บาท ส่วนในปีนี้ (2560) ผลผลิตมากขึ้น ซึ่งในปีนี้ (2560) มีจำนวนต้นที่ติดผลเพิ่มขึ้น ประมาณ 25-26 ต้นแต่ละต้นจะมีอินทผาลัมประมาณ 9 ช่อ ไปจนถึง 15 ช่อ ซึ่ง 1 ช่อมีน้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม ถ้า1 ต้น มี 15 ช่อ ราคาขายโลละ 500 บาท เท่ากับ 15×500 = 7500 บาท ต่อ 1 ต้น ทั้งหมด 26 ต้น เท่ากับ 26×7,500 = 195,000 บาท  ปีนี้ คืนทุนที่ลงไปประมาณ 70,000 บาท ได้   

ทั้งนี้ ไร่อินทผาลัม ของ “คุณพรพรรณ” นั้น มีต้นอินทผาลัมที่เป็นตัวเมีย และออกผลประมาณ 50 ต้นที่เหลือ 150 ต้น เป็นตัวผู้ ทำให้เราได้ผลผลิตออกมาน้อย และจากการที่เราดูแลรักษาไม่เป็น ทำให้ ใน 50 ต้น สามารถเก็บผลผลิตได้เพียง 25-26 ต้นเท่านั้น แต่ ถือว่าเป็น รายได้ที่ดี การดูแลรักษาง่าย เพราะที่ผ่านมาดูแลไปพร้อมกับดูแลต้นพริก รดน้ำ หรือ ใส่ปุ๋ยพริก เราก็ใส่อินทผาลัมด้วย   การดูแลง่ายไม่มีแมลงรบกวน   ซึ่งอินทผาลัมที่ได้ เมื่อสุุก ที่ไร่จะได้ออกเป็น 2 สี คือ สีเหลือง และสีแดง แต่สีไม่ใช่ตัววัดราคา แต่ตัววัดราคาอยู่ที่สายพันธุ์ ที่ได้รับความนิยมจะได้ราคาสูง

“ ก่อนจะมาปลูกอินทผาลัม ปลูกเหมือนกับเกษตรกรทั่วไป โดยพื้นที่ 35 ไร่ แบ่งมาทำสวนเพียง 5 ไร่ ที่เหลือทำนา ซึ่งแปลงที่ปลูกอินทผาลัม ในช่วงรอผลผลิต 3 ปี ช่วงนั้น ปลูกพริก ปลูกฟักทอง พร้อมกับการดูแลต้นอินทผาลัมไปด้วย ในปีนี้ มีแผนที่จะปลูกเพิ่ม เพราะมีต้นตัวผู้จำนวนมาก จำเป็นต้องปลูกตัวเมียเพิ่ม ครั้งนี้ เพาะขยายต้นพันธุ์เอง เพราะเรารู้ว่าตัวไหนตัวเมีย เลือกขยายพันธุ์ ที่ต้นนั้น”

ในส่วนของการตลาดตอนนี้ อาศัยขายส่ง โดยทำข้อตกลงกับผู้จำหน่ายต้นพันธุ์ และบางส่วนมีคนในย่านนั้น รู้ว่า เราปลูก ซื้อไปรับประทานสด กัน ซึ่งข้อดีของการปลูกอินทผาลัม คือ ลงทุนครั้งเดียว หลังจากนั้น เก็บผลผลิตอย่างเดียว ไม่ต้องลงทุนปลูกใหม่เหมือนกับ พืชล้มลุกประเภทอื่นๆ เป็นการลงทุนครั้งแรกที่เหลืออาศัยบำรุง และศึกษาวิธี เพื่อให้ได้ผลผลิตมากขึ้น

คุณพรพรรณ เล่าว่า ก่อนหน้านี้ เธอทำนาอย่างเดียว แต่เริ่มมาปรับเป็นสวนเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา โดยเริ่มจากการปลูกพริก และเพิ่มตัวอินทผาลัม เข้ามา โดยในปีหน้า (2561)มีแผนที่จะ ลดพื้นที่การทำนาลง และหันมาทำไร่พริกมากขึ้น พร้อมกับปลูกอินทผาลัมเพิ่มขึ้น เพราะเมื่อเทียบรายได้จากการทำนา กับการปลูกอินทผาลัม มีรายได้มากกว่าเยอะ เพราะทำนา 1 ไร่มีรายได้เพียง 10,000 บาท ต่อปี ถ้าปลูกพริก และปลูกอินทผาลัมมีรายได้ ต่อไร่ มากกว่า 30,000 บาท ถึง 50,000 บาท การทำนาอย่างเดียว มีรายได้ ต่อปี 10,000×35=350,000 บาท แต่ถ้าทำสวน 35×50,000 =1,750,000 บาท  สูงกว่าการทำนาเยอะมาก 

สนใจโทร.08-5114-4412