Site Network:

เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ

เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ

Small Is Beautiful 

ความพอเพียงนั้นงดงาม

 

ชีวิตเศรษฐกิจของมนุษย์กำเนิดขึ้นพร้อมกับแรกเริ่มกำเนิดชีวิต วิวัฒนาการ ผ่านการทดลอง ปรับแปรรูปแบบกิจกรรม กลายมาเป็นวิถีชีวิตเศรษฐกิจที่แตกต่างหลากหลาย

อยู่มาวันหนึ่งในปี 2517 หลังวิกฤติการเมืองและสังคมครั้งประวัติศาสตร์ พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรีก็ทรงมีพระราชดำรัสต่อพสกนิกรของพระองค์ว่า การดำเนินชีวิตเศรษฐกิจของพสกนิกรของพระองค์นั้นต้อง:

“สร้างพื้นฐาน” ให้ “ถูกต้องตามหลักวิชา” 

ต้องสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจในราชอาณาจักรของพระองค์โดยยึดหลัก 

“ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน”

 

จากหนังสือ

“Small Is Beautiful: Economics as If People Mattered”

โดย

E.F. Schumacher

 

[Schumacher, Ernst Friedrich, Small is Beautiful: Economics as if People Mattered, Harper Colophon Books, New York, Evanston, San Francisco, London, 1975, 290 หน้า, SBN 06-090432-1(ppb), SBN 06-136112-4 (HC) -  

พิมพ์ครั้งแรกโดย Harper & Row, Publishers, Inc., 1973; Vintage Books, London, 1993, ISBN 9780099225614 (from January 2007), ISBN 0099225611, 260 หน้า]

 

บทความนำเสนอ

โดย...สมเกียรติ อ่อนวิมล

 

*

ภาพจาก http://www.smallisbeautiful.org/

 

 

[บทที่ 1]

 

บทนำ

 

ชีวิตเศรษฐกิจของมนุษย์กำเนิดขึ้นพร้อมกับแรกเริ่มกำเนิดชีวิต วิวัฒนาการ ผ่านการทดลอง ปรับแปรรูปแบบกิจกรรม กลายมาเป็นวิถีชีวิตเศรษฐกิจที่แตกต่างหลากหลาย

อยู่มาวันหนึ่งในปี 2517 หลังวิกฤติการเมืองและสังคมครั้งประวัติศาสตร์ พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรีก็ทรงมีพระราชดำรัสต่อพสกนิกรของพระองค์ว่า การดำเนินชีวิตเศรษฐกิจของพสกนิกรของพระองค์นั้นต้อง:

“สร้างพื้นฐาน” ให้ “ถูกต้องตามหลักวิชา” 

ต้องสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจในราชอาณาจักรของพระองค์โดยยึดหลัก 

“ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน”

 

ความคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชนั้น เสมือนสังคมในจินตนาการของมนุษย์โบราณกาล 

แรกเริ่ม ครั้งที่มนุษย์กำเนิดมาบนโลก มนุษย์ดำรงชีวิตร่วมกับผลผลิตในธรรมชาติ แม้จะมีอย่างอุดมสมบูรณ์ แต่มนุษย์ก็ใช้กิน ใช้อยู่ เท่าที่จำเป็น จำเป็นเท่าใด ก็พอเท่านั้น

Plato นักปราชญ์ชาวกรีซเล่าไว้เมื่อ 2400 ปีที่แล้วว่า ในอดีตกาลนานก่อนที่มนุษย์จะรู้จักการบันทึกประวัติศาสตร์ได้ เล่ากันว่ามีดินแดนแห่งหนึ่งเรียกว่า Atlantis เจริญรุ่งเรื่องมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ 

 

ชีวิตการเมืองมั่นคง

ชีวิตเศรษฐกิจมั่งคั่ง

ชีวิตสังคมสงบสุข บริบูรณ์

 

อยู่มาวันหนึ่ง Atlantis ก็ระเบิด พินาศ สลายล่ม จมลงสู่พื้นมหาสมุทร มนุษยชาติจึงเริ่มต้นชีวิตกันใหม่ 

นาน หลังจากนั้น อารยะธรรมตะวันตก บันทึกประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ ตามแนวประวัติศาสตร์ปรัชญาตะวันตกที่ยึดถือมาเป็นแบบแผนประเพณีทางวิชาการ ชาวยุโรป ฝันถึงสังคมบริบูรณ์ที่อยากให้เกิด ณ ที่ใดที่หนึ่ง เรียกเป็นภาษาละติน ว่า “Utopia” แปลว่า “Nowhere” แปลอีกครั้งเป็นภาษาไทยว่า “ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน”

ปี คริสตศักราช 1215 ปรากฏเอกสารสำคัญชื่อ “Magna Carta” หรือ “กฎบัตรอันยิ่งใหญ่” เป็นเสมือนรัฐธรรมนูญฉบับแรกของอังกฤษ ประกาศระบบเศรษฐกิจแบบเสรี หยุดการเอารัดเอาเปรียบเกษตรกร และพลเมืองผู้ยากจนทั้งหลาย

แนวคิดเศรษฐกิจแบบเสรี นำไปสู่ต้นแบบทฤษฎีเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

หนังสือ “The Wealth of Nations” โดย  Adam Smith เขียนเมื่อปี ค.ศ. 1776 แม้จนปัจจุบันนี้ก็ยังถือยังถือเป็นตำราพื้นฐานของแนวคิดเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรี

ฝ่ายที่คิดแยกแตกต่างออกไปก็ทำนายว่า คนจนในสังคมจะลุกขึ้นต่อสู้กับนายทุนผู้ร่ำรวย ก่อการปฏิวัติ สร้างสังคมเศรษฐกิจใหม่ที่เท่าเทียมกัน แต่ต้องใช้ความต้องรุนแรงแตกหัก

ก่อนที่จะได้รับชัยชนะ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่เป็นที่พึงพอใจ อยู่ดีกินกีเท่าเทียมกัน Karl Mark นักปรัชญาชาวเยอรมันเป็นผู้นำการปฏิวัตินี้ เป็นการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ “ผู้ไม่มีอะไรจะสูญเสีย นอกจากโซ่ตรวนที่พันธนาการตนเองอยู่เท่านั้น”

เศรษฐกิจสำหรับมนุษย์ แสวงหาสังคมที่สงบสุขบริบูรณ์เสมอมานานหลายพันปีแล้ว

แต่ทั้งหมดเป็นเพียงการแสวงหาความมั่งคั่งมากขึ้น...เพิ่มขึ้น...ดีขึ้น...ซับซ้อนขึ้น...ยิ่งใหญ่ขึ้น...ยิ่งใหญ่...มาก...มากกว่าเดิม...มากกว่าเดิม โดยไม่มีจุึดจบ ไม่มีจุดพอดี...ไม่มีความพอเพียง

จนกระทั่งอยู่มาอีกวันหนึ่ง มีชาวตะวันตกคนหนึ่ง เตือนจิตสำนึกชาวโลกว่า 

ความพอเพียงนั้นมี 

มีมาก่อน Karl Marx

ก่อน Adam Smith

ก่อน Utopia ของ Sir Thomas More

ก่อน The Republic หรือ “สาธารณรัฐ” ของ Plato นานมากแล้ว

 

 

 

[บทที่ 2]

 

“Small Is Beautiful: Economics as If People Mattered”

โดย

E.F. Schumacher

 

ไม่อาจทราบได้ว่าใครเป็นคนแรกในโลกที่นำทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มาอธิบายพระพุทธศาสนาว่าเป็นแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง แต่ E.F. Schumacher ประสพความสำเร็จสูงสุดในการอธิบาย Buddhist Economics หรือ “พุทธเศรษฐศาสตร์” หรือเศรษฐศาสตร์ตามคำสอนของพระพุทธองค์ 

ศาสตราจารย์ E.F. Schumacher นักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมันค้นพบว่า พระพุทธเจ้าคือนักเศรษฐศาสตร์คนแรกบนโลกมนุษย์ที่สอนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ท่านย้ำว่าเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ หรือ พุทธเศรษฐศาสตร์ นั้นมีจริงๆ จงอ่านพระไตรปิฎกเถิด จะพบความจริงนี้ใน มรรคแปด ว่าด้วย

“การเลี้ยงชีวิตชอบ” อันเป็นหนึ่งในแปดหนทางไปสู่สังคมสงบสุขบริบูรณ์ เศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้านั้น ความสุขในจิตใจ กับ ความอุดมสมบูรณ์ทางวัตถุ ผสานผสมกลมกลืนกันได้ เทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถมีบทบาทเสริมชีวิตเศรษฐกิจแบบที่เรียกว่า “การเลี้ยงชีวิตชอบ

ได้” ศาสตราจารย์ E.F. Schumacher ศึกษาศาสนาพุทธอย่างละเอียดลึกซึ้ง ในเชิงเปรียบเทียบกับสภาวะการณ์โลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ว้าวุ่นไปด้วยการแสวงหาความมั่งคั่งทางวัตถุโดยเชื่อว่าจะเป็นที่มาของความสุขทางจิตใจโดยอัตโนมัติ

 

586 ปีก่อนคริสตกาล พระพุทธเจ้าประสูติ หลังจากนั้นปรัชญาพุทธเศรษฐศาสตร์ก็หล่อเลี้ยงสังคมอินเดีย ส่งต่อมายังพุทธภูมิในเอเชีย แล้วชาวตะวันตกก็ค้นพบ ศาสตราจารย์ Ernst Friedrich Schumacher เขียนเป็นหนังสือวิชาการในปี 1973 ชื่อหนังสือ “Small Is Beautiful : Economics As If People Mattered” อธิบายเรื่อง Buddhist Economics หรือ พุทธเศรษฐศาสตร์ แยกไว้เป็นบทต่างหาก 

ตอนหนึ่งกล่าวว่า:

 

“Economics without Buddhism, i.e. without spiritual, human, and ecological values, is like sex without love.”

“เศรษฐกิจโดยไม่ยึดศาสนาพุทธเป็นหลัก กล่าวคือ ไม่เอาจิตวิญญาณเป็นที่ตั้ง ไม่เห็นความสำคัญของความเป็นมนุษย์ และไม่คำนึงถึงคุณค่าของสิ่งแวดล้อม เปรียบเสมือนการมีเพศสัมพันธ์โดยขาดความรัก”

 

“A Buddhist approach to economics would distinguish between misery, sufficiency, and surfeit. Economic growth would be good only to the point of sufficiency. Limitless growth and consumption would be disastrous. Secondly, a Buddhist economics would be based squarely on renewable resources: an economic of permanence. In contrast, Western economics is based on the ruthless exploitation of nonrenewable resources, and recognizes no limits to production and consumption—a nonsustainable system.”

“(ประการแรก) เศรษฐศาสตร์แนวพุทธจะแยกแยะเรื่อง ความทุกข์, ความพอเพียง, และ ความฟุ่มเฟือยเกินพอดี ออกให้เห็นความแตกต่างจากกัน การเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นจะเป็นสิ่งดีเฉพาะเมื่อถึงจุดพอเพียง การเติบโตแบบไม่มีที่สิ้นสุด และการบริโภคแบบไม่มีขีดจำกัด รังแต่จะก่อความพินาศ   ประการที่สอง, เศรษฐศาสตร์แนวพุทธจะตั้งอยู่บนพื้นฐานอันมั่นคงของหลักการใช้ทรัพยากรแบบที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้อีก: กล่าวคือเป็นเศรษฐกิจแบบยั่งยืนถาวร ในทางตรงกันข้าม, เศรษฐศาสตร์แบบตะวันตกตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างไม่ปราณีปราศัย และใช้แบบที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้อีกได้ ไม่คิดถึงขีดจำกัดใดๆในการผลิตและการบริโภค - เป็นระบบเศรษฐกิจแบบไม่ยั่งยืน”

[George McRobie อ้าง E.F. Schumacher ใน Small is Beautiful, 25 Years Later…With Commentaries, Hartley & Marks Publishers, Point Roberts, WA, USA, 1999]

 

 

E.F. Schumacher เข้าใจอริยสัจสี่ โดยเฉพาะมรรคแปดอย่างถวายหัวใจ ท่านบอกว่า “การเลี้ยงชีวิตชอบ” เป็นทางสายกลางไปสู่ชีวิตเศรษฐกิจที่เป็นสุขยิ่ง เพราะเป็นการดำรงชีวิตอย่างพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อในวัตถุ  แต่ไม่ปฏิเสธการเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยี หากเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสม

 

E.F. Schumarcher

 

               หนังสือเล่มนี้ชื่อ “Small Is Beautiful : Economics As If People Mattered”     เขียนเมื่อ 33 ปีที่แล้ว (1973) โดย E.F. Schumacher นักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมันที่ไปตั้งรกรากในอังกฤษ ชื่อหนังสือแปลว่า “ ความเล็กที่งดงาม : เศรษฐศาสตร์ประหนึ่งว่าคนมีความสำคัญ” เขียนในยุคที่ระบบเศรษฐกิจในโลกกำลังยึดการผลิต การเติบโตของขนาดเศรษฐกิจ ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ยอดการส่งออก ปริมาณการอุปโภคบริโภค การกินการใช้สินค้าทุกชนิดเป็นเครื่องวัดความเจริญ การผลิตให้มีกำไรมากๆ ลดต้นทุนการผลิต ลดค่าแรง ลดจำนวนคนทำงาน ลดเวลาทำงาน ใช้เครื่องจักรกลและเทคโนโลยีที่ดีที่สุด ก้าวหน้าที่สุดมาแทนคน ทำทุกอย่างเพื่อเพิ่มผลผลิตโดยไม่สนใจคน     

                 เมื่อ “Small Is Beautiful” พิมพ์ออกเผยแพร่ในปี ค.ศ. 1973 หรือ พ.ศ. 2516 วงการวิชาการ และ รัฐบาลในโลกให้ความสนใจกันล้นหลาม แม้ปัจจุบัน ผ่านไป 33 ปี “Small Is Beautiful” ก็ยังพิมพ์จำหน่ายอยู่ (ในกรุงเทพฯมีขายที่ Kinokuniya) ไม่มีนักเศรษฐศาสตร์หรือนักรัฐศาสตร์กล้าบอกว่าไม่เคยอ่าน (ผมอ่านหลายรอบ และชอบที่จะคิดถึงและหยิบมาอ่านอยู่เรื่อยๆ)

หัวใจสำคัญของความคิดก็คือการพัฒนาที่เน้นการเติบทางเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มการผลิต เพิ่มการกินการใช้ทรัพยากรเป็นหนทางที่ไม่ถูกต้อง เพราะไม่นานทรัพยากรในโลกก็ต้องหมด การเอาทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นสินค้าแทนที่จะคิดเป็นต้นทุนก็เป็นการถลุงทำลายอนาคตของโลก น้ำมันเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญและมีจำกัด เท่าที่สำรวจและกำลังขุดมาใช้อยู่ ถ้าใช้กันอย่างไม่ยั้งคิดก็จะหมดใน 40 ปี หากขุดพบเพิ่มใหม่อีกบ้างตามตัวเลขที่สำรวจก็จะอยู่ได้ถึงเพียง 200 ปี แล้วจากนั้นมนุษย์ก็จะต้องกลับมาปรับตัวย้อนสู่ยุคที่ยากลำบากยิ่งกว่ายุคโบราณ  

             เพราะความดึงดันที่จะเปลี่ยนไปใช้พลังงานนิวเคลียร์แทนน้ำมันและถ่านหิน ซึ่งก็ไม่มีทางประกันความปลอดภัยในการผลิตพลังงานและการเก็บกากนิวเคลียร์ได้ หาที่เก็บให้ปลอดภัยก็ไม่ได้ หากหาได้เวลาที่กว่าที่พลานุภาพกัมมันตรังสีจะลดเหลือครึ่งหนึ่งก็นานถึง 6,000 ปี พลังที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งจะลดไปอีกเท่าไรในอีกกี่พันปีก็ไม่ทราบ จะให้ลดรังสีไปจนหมดนั้นก็ไม่มีทางเลย ดังนั้นความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจด้วยการเร่งเพิ่มการผลิตจึงเป็นทางสู่หายนะของมนุษยชาติ 

เพราะยิ่งเร่งความเจริญ ก็ต้องยิ่งเร่งผลิต 

เร่งใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ก็จะเร่งไปสู่ทางตัน 

 

ทางที่ดีคือหันมาใช้ชีวิตอย่างเหมาะสมกับธรรมชาติ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเท่าที่จะทำให้ชีวิตมีความสุข หากจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีก็ต้องเลือกเทคโนโลยีระดับกลาง หรือระดับที่เหมาะสม ที่เรียกว่า “Intermediate Technology” | “เทคโนโลยีระดับกลาง” (ปัจจุบันใช้คำว่า “Appropriate technology” | “เทคโนโลยีที่เหมาะสม”) 

ประเทศที่ร่ำรวยอยู่ทุกวันนี้คือประเทศที่ร่ำรวยจากการเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์บนโลกใบเดียวกัน โดยการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือย คือสหรัฐอเมริกา และยุโรป สหรัฐอเมริกาประเทศเดียวมีประชากรเพียง 6% ของโลก แต่ใช้ทรัพยากรของโลกมากถึง 40%

 

หากไม่หยุดยั้งความฟุ่มเฟือยนี้ให้ทันการณ์ โลกของเราก็ถึงจุดจบอย่างรวดเร็ว

 

           “Small Is Beautiful” เสนอแนวคิดให้มนุษย์หันไปอยู่กับธรรมชาติ ใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธภาพ เพื่อ “สุขภาพ” “ความงาม” และ “ความยั่งยืน” ( Health, Beauty and Permanence) 

          สำหรับคนยากจน หรือประเทศที่เรียกตัวเองว่ายากจน ด้อยพัฒนานั้น หนทางแก้ปัญหาความยากจนไม่ใช่การพัฒนาเศรษฐกิจแบบเร่งการผลิตและกระตุ้นการกินการจับจ่ายใช้สอย หรือเพิ่มการลงทุน 

E.F. Schumacher บอกว่าสาเหตุของความยากจนนั้นไม่ได้อยู่ที่การขาดความมั่งคั่งทางธรรมชาติ หรือขาดเงินทุน หรือขาดโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ 

      ความยากจนเกิดจากการขาด “การศึกษา” ขาด “การจัดการ” และขาด “การมีวินัย” (Education, Organization and Discipline)

การจับจ่ายใช้สอย หรือการอุปโภคบริโภค เป็นเพียงหนทางไปสู่ชีวิตที่เป็นสุขเท่านั้น ไม่ใช่ว่าชีวิตที่เป็นสุขมากที่สุดต้องเป็นชีวิตที่เอาแต่จับจ่ายใช้สอยให้มากที่สุดเป็นเงาตามตัว  

        มนุษย์ที่ฉลาดต้องจับจ่ายใช้สอยให้น้อยที่สุดเพื่อให้ได้ชีวิตที่เป็นสุขมากที่สุด 

        “ความพอเพียงนั้นงดงาม” …..“Small Is Beautiful”

 

 

*

[บทที่ 3]

 

“Small is Beautiful: Economic as if People Mattered,

25 years later….with commentaries”

 

โดย

E.F. Schumacher

 

 [Schumacher, Ernst Friedrich, Small is Beautiful: Economics as if People Mattered, 25 Years Later… With Commentaries, (Introduction by Paul Hawken), Hartley & Marks Publishers, 1999, Point Roberts, WA, USA, Vancouver, BC, Canada, 286 หน้า]

 

 

E.F. Schumacher เขียน “Small is Beautiful เมื่อปี ค.ศ. 1973 หรือ พ.ศ. 2516 สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการเศรษฐศาสตร์และความคิดเรื่องอนาคตทางเศรษฐกิจกับความสุขความเจริญของมวลมนุษย์ สวนกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของโลกในยุคของท่าน แต่ก็มีกลุ่มนักคิด นักฝัน และนักปฏิบัติในโลกก่อตัวกันเพื่อพัฒนาโลกให้เป็นไปตามแนวทางของท่าน

E.F. Schumacher เป็นนักคิด นักเศรษฐศาสตร์ นักปรัชญา แม้ปัจจุบันท่านจะจากโลกนี้ไปแล้ว เมื่อปี ค.ศ. 1977 แต่ปรัชญา แนวคิด และ งานเขียนของท่านก็ยังเป็นแกนหลักให้กับชาวโลกผู้แสวงหาความสุขความเจริญที่แท้จริงจากการพัฒนาชีวิตเศรษฐกิจและสังคม 

25 ปีหลังจากการพิมพ์เผยแพร่ Small is Beautiful และ 21 ปีหลังจากการถึงแก่กรรมของท่านแล้ว ลูกศิษย์ 34 คน ของท่านช่วยกันเขียนบทวิจารณ์ ทบทวน ประเมินแนวคิดของท่านในหนังสืออมตะเล่มเดิม Small is Beautiful แต่คราวนี้ประกบด้วยบทวิจารณ์จากลูกศิษย์ หนังสือเล่มนี้ยังคงเป็นเล่มเดิม แต่ปรับชื่อเติมข้อความว่ามีบทวิจารณ์ประกบมาด้วย เป็น “Small is Beautiful: Economic as if People Mattered, 25 years later….with commentaries”

“Small is Beautiful: Economics as if People Mattered” “เล็ก (ความพอเพียง)นั้นงดงาม: เศรษฐศาสตร์ที่ดูประหนึ่งว่ามนุษย์นั้นสำคัญ” โดย Ernst Friedrich Schumacher มีบทวิจารณ์ประกอบจากนักเศรษฐศาสตร์จากทั่วทุกมุมโลก ในทุกหน้า ทุกคนยอมรับว่าความคิดเรื่องการอยู่อย่างเหมาะสมพอเพียง และใช้ทรัพยากรในโลกมนุษย์อย่างประหยัด ยั่งยืน ไม่คิดเรื่องกำไรขาดทุน ไม่สะสมความมั่งคั่งแบบนายทุนในโลกตะวันตก ไม่ใช้พลังงานจากธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำมันจากซากฟอสซิลใต้โลก ให้หมดไปโดยฟุ่มเฟือย ต้องคิดว่าน้ำมันอันเป็นพลังงานสำคัญของโลกกำลังจะหมดไปในเวลาไม่นาน ไม่คิดเอาทรัพยากรของโลกมาเป็นทุน จะคิดจะทำจะผลิตอะไรก็ควรคำนึงถึงความพอเหมาะพอดี อย่าคิดถึงเงิน ให้คิดถึงค่าของงานที่จะนำไปแลกกับสินค้า หากต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อประสิทธิภาพการผลิต ก็ต้องใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ระดับกลาง  ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งรัดเพิ่มปริมาณการผลิตเพื่อหวังกำไรมากๆที่เป็นตัวเงิน หากไม่จำเป็นก็ไม่ควรต้องใช้เงินเสียด้วยซ้ำไป ผู้หญิงควรมีบทบาทที่ต่างไปจากผู้ชาย การดูและชีวิตและสังคมในครอบครัวของสามีและลูกหลาน น่าจะเป็นบทบาทที่สำคัญกว่าการแก่งแย่งกันออกไปทำงานนอกบ้านให้เท่าเทียมกับผู้ชาย

โดยหัวใจในปรัชญาของ E.F. Schumacher  เศรษฐศาสตร์ตามคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเองที่เป็นหลักของเศรษฐศาสตร์แห่งความสุขความสงบของมวลมนุษย์บนโลก E.F. Schumacher ชื่นชมและต้องการให้ชาวโลกยึดเศรษฐศาสตร์แนวพระพุทธศาสนา แต่น่าเสียดายที่ชาวพุทธในพม่าที่ Schumacher ได้รับอิทธิพลทางความคิด รวมทั้งชาวพุทธในประเทศไทย ที่ถือเป็นแดนพุทธที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก มีน้อยคนนัก ที่จะเชื่อฟังเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ แม่พระสงฆ์ผู้ทรงศีล ก็ยังเป็นนักทำกิจกรรมเศรษฐกิจแบบทุนนิยม กำไร-ขาดทุน สะสมวัตถุเงินทองและความมั่งคั่งกันจนลืมไปว่าพุทธเศรษฐศาสตร์นั้นเป็นสิ่งดีจริงๆ 

Satish Kumar วิจารณ์ว่า ครั้งที่ Schumacher ถูกรัฐบาลอังกฤษส่งไปพม่าเพื่อให้คำแนะนำว่าพม่าควรจะพัฒนาประเทศด้วยวิทยาการและเทคโนโลยีก้าวหน้าต่างๆอย่างไร  อยู่ไปสักพักจึงพบว่าชาวพม่าไม่ต้องการคำแนะนำจากท่านเลย เพราะเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ ที่ชาวพม่าปฏิบัติตามอยู่นั้นให้ความสุขสมบูรณ์ดีแล้ว 

การศึกษา คือเรื่องที่ผู้อ่านส่วนใหญ่ในโลกไม่คิดว่า Schumarcher ให้รายละเอียดมากนัก

คนที่คิดถึง Schumacher โดยมากมักจะโยงท่านเข้ากับเรื่องเศรษฐศาสตร์ การผลิต เทคโนโลยีที่เหมาะสม แต่ David Orr ก็วิจารณ์ว่า ที่จริงแล้ว เรื่องการศึกษาในบทที่ 6 ของ “Small is Beautiful” นับว่าสำคัญและกระจ่างอย่างที่สุด เพราะ Schumacher เขียนไว้อย่างกล้าหาญว่า การศึกษาในระบบเป็นทางการคือสาเหตุแห่งวิกฤติทางเศรษฐกิจทั้งมวล  ความไร้ระบบของการศึกษาสมัยใหม่ ทำให้เราเรียนแต่เรื่องความรู้ว่าจะทำอะไรอย่างไร [น.60] มากกว่าเรื่องทำไมจึงจะต้องทำเช่นนั้น

 

เราเรียนเรื่อง “Know-How”  มากกว่า “Know-Why”

รู้แต่ว่ามันเป็นอย่างไร แต่ไม่รู้ว่าทำไมมันจึงเป็นอย่างนั้น

 

นี่คือการศึกษาที่ครอบงำและทำลายโลกอยู่ทุกวันนี้

 

เรื่องความฟุ่มเฟือยของการใช้น้ำมัน และความไม่แยแสต่ออนาคต Mark Roseland วิจารณ์อย่างชื่นชมว่า ในยุคที่ Small is Beautiful ออกมาสู่สายตานักอ่าน  Schumacher เตือนเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมกับการใช้ทรัพยากรอย่างไม่ยั่งยืนเป็นเรื่องที่ยังไม่มีใครใส่ใจเป็นเรื่องสำคัญนัก แต่ผ่านมไป 25 ปี รัฐบาลจำนวนมากในโลก รวมทั้งองค์กรภาคประชาสังคม ให้ความสำคัญเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมและการทำลายทรัพยากรธรรมชาติกันมากจริงๆ Mark Roseland สรุปท้ายบทวิจารณ์ว่า

“ทุกฝ่าย ทั้งซ้ายและขวา ยอมรับว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมกำลังถูกผลาญทำลายเป็นเรื่องวิกฤติจริงๆ” [น.96] 

 

Karl-Henrik Robert เสริมว่า:

“ปัญหาสำคัญที่ว่ามนุษย์กำลังพัฒนาโดยใช้ทรัพยากรที่หาทดแทนไม่ได้ และจะใช้จนหมดไปอย่างรวดเร็วนั้น ยังมิใช่ปัญหาสำคัญเท่ากับการที่มนุษย์ไม่สามารถผลิตทรัพยากรที่สร้างทดแทนกันใหม่ได้ให้มากพอ การใช้ทรัพยากรที่หาทดแทนใหม่ไม่ได้ จึงสร้างปัญหาให้กับทรัพยากรที่หาทดแทนได้ เพราะการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่หมดสูญสิ้นหมดไปโดยเร็วจะก่อให้เกิดปัญหาสภาวะอากาศเปลี่ยนผัน ฝนกรด ธาตุโลหะเป็นพิษ และปัญหาอื่นๆ” [น.99]

 

ภาพจาก http://www.smallisbeautiful.org/

 

คำเตือนของ E.F. Schumacher เป็นจริงอย่างที่สุด แต่มนุษย์บนโลกปัจจุบันฟังท่านน้อยมาก Small is Beautiful โดย E.F. Schumacher บอกไว้ว่าหลังปี ค.ศ. 1980 หากมนุษย์ไม่ได้ค้นพบแหล่งพลังงานใหม่มากพอ น้ำมันที่ใช้กันอย่างฟุ่มเฟือย จะหมดไปภายใน 40 ปี หลังจากนั้นไม่ต้องใช้วิชาคณิตศาสตร์ไปคำนวณอะไรให้มากเปล่า เศรษฐกิจของโลกจะเติบอย่างรวดเร็วไม่ได้อีกต่อไปหลังปี 1980 เพราะมนุษย์บนโลกจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น จะผลิต จะกิน จะใช้มากขึ้นกว่าเดิมถึงสองเท่าครึ่ง และจะใช้น้ำมันมากขึ้นเป็นสองเท่า 

 

25 ปีผ่านไป

 

William Rees ย้ำความถูกต้องของความคิดของ Schumacher ว่า :

 

“พลเมืองโลกยุคอุตสาหกรรมใช้พลังงานเท่ากับทาสยุคโบราณ 200 คน อารยะธรรมยุคอุตสาหกรรมพุ่งทะยานเหมือนจรวด แม้เชื้อเพลิงใกล้จะหมด ก็ยังพุ่งไปเร็วและแรงจัดโดยไม่สำนึกอะไร ปัญหาของศตวรรษที่ 21 ก็คือ หากหาพลังงานมาพอทดแทนได้บ้างแล้วมันจะชะลอความวินาศล่มสลายได้บ้างหรือไม่” [น.106]

 

เล็ก อย่างพอเหมาะพอดี คือความงดงาม ที่ Schumacher เขียนไว้อย่างถูกต้อง 

ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่ในโลก โดยเฉพาะรัฐบาล และ ธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ จะเลิกอ่านเลิกเชื่อ Schumacher กันไปหมดแล้ว เศรษฐศาสตร์แนวพระพุทธเจ้า สอนใหม่โดย Ernst Friedrich Schumacher ฝรั่งตะวันตกชาวเยอรมัน ฝรั่งส่วนใหญ่ในโลกก็ไม่ฟังกัน ยิ่งชาวพุทธในแดนพุทธก็ไม่ฟังเช่นกัน 

ศตวรรษที่ 21 แม้จะย่างเข้ามาในทศวรรษที่สองแล้ว แต่ก็พอมองเห็นอนาคตแล้วว่า พระพุทธองค์นั้นทรงตรัสไว้ถูกต้องเป็นที่สุดแล้ว หากแต่ไม่มีคนเชื่อสักกี่มากน้อย ไม่มีใครทำตามกันอย่างจริงจังเท่าใดนัก 

พุทธศาสนายังปรากฏรูปแบบและเนื้อหาอยู่ในสังคมโลก 

แต่มนุษย์เลือกที่จะมีไว้เพียงบูชามากว่าปฏิบัติ

เสียงของ Schumacher นั้นยังดังอยู่ 

แต่ไม่มีใครตั้งใจฟังเท่านั้นเอง

 

*

อ้างอิง:

1. Schumacher, Ernst Friedrich, Small is Beautiful: Economics as if People Mattered, Harper Colophon Books, New York, Evanston, San Francisco, London, 1975, 290 หน้า, SBN 06-090432-1(ppb), SBN 06-136112-4 (HC) -  

พิมพ์ครั้งแรกโดย Harper & Row, Publishers, Inc., 1973; Vintage Books, London, 1993, ISBN 9780099225614 (from January 2007), ISBN 0099225611, 260 หน้า

2. Schumacher, Ernst Friedrich, Small is Beautiful: Economics as if People Mattered, 25 Years Later… With Commentaries, (Introduction by Paul Hawken), Hartley & Marks Publishers, 1999, Point Roberts, WA, USA, Vancouver, BC, Canada, 286 หน้า

3. หนังสือต่อเนื่อง: Pearce, Joseph, Small is Still Beautiful , Forward by Barbara Wood, บุตรสาวของ E.F. Schumacher

4. http://www.smallisbeautiful.org/

 

 สมเกียรติ อ่อนวิมล

 30 กันยายน 2553